องค์ประกอบของเทคโนโลยีสารสนเทศ
ประกอบด้วยเทคโนโลยีที่สำคัญ 2 สาขา คือ
1) เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์
2) เทคโนโลยีโทรคมนาคม
เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์
คอมพิวเตอร์ เป็นเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถจดจำข้อมูลต่าง ๆ และปฏิบัติตามคำสั่งที่บอก เพื่อให้คอมพิวเตอร์ทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งให้ คอมพิวเตอร์นั้นประกอบด้วยอุปกรณ์ต่าง ๆ ต่อเชื่อมกันเรียกว่า ฮาร์ดแวร์ (Hardware) และอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์นี้จะต้องทำงานร่วมกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์หรือที่เรียกกันว่า ซอฟต์แวร์ (Software)
ฮาร์ดแวร์ (Hardware) ประกอบด้วย 5 ส่วน คือ
1.อุปกรณ์รับข้อมูล (Input) เช่น แผงแป้นอักขระ (Keyboard), เมาส์, เครื่องตรวจกวาดภาพ (Scanner), จอภาพสัมผัส (Touch Screen), ปากกาแสง (Light Pen), เครื่องอ่านบัตรแถบแม่เหล็ก (Magnetic Strip Reader), และเครื่องอ่านรหัสแท่ง (Bar Code Reader)
2.อุปกรณ์ส่งข้อมูล (Output) เช่น จอภาพ (Monitor), เครื่องพิมพ์ (Printer), และเทอร์มินัล
3.หน่วยประมวลผลกลาง (CPU) จะทำงานร่วมกับหน่วยความจำหลักในขณะคำนวณหรือประมวลผล โดยปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โดยการดึงข้อมูลและคำสั่งที่เก็บไว้ไว้ในหน่วยความจำหลักมาประมวลผล
4.หน่วยความจำหลัก มีหน้าที่เก็บข้อมูลที่มาจากอุปกรณ์รับข้อมูลเพื่อใช้ในการคำนวณ และผลลัพธ์ของการคำนวณก่อนที่จะส่งไปยังอุปกรณ์ส่งข้อมูลรวมทั้งการเก็บคำสั่งขณะกำลังประมวลผล
5.หน่วยความจำสำรอง ทำหน้าที่จัดเก็บข้อมูลและโปรแกรมขณะยังไม่ได้ใช้งาน เพื่อการใช้ในอนาคต
ซอฟต์แวร์ (Software) ซอฟต์แวร์ เป็นองค์ประกอบที่สำคัญและจำเป็นมากในการควบคุมการทำงานของ
เครื่องคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ
1) ซอฟต์แวร์ระบบ
2) ซอฟต์แวร์ประยุกต์
ซอฟต์แวร์ระบบ (System Software)
มีหน้าที่ควบคุมอุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในระบบ
คอมพิวเตอร์ และเป็นตัวกลางระหว่างผู้ใช้กับคอมพิวเตอร์หรือฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ระบบสามารถแบ่งเป็น 3 ชนิดใหญ่ คือ
1. โปรแกรมระบบปฏิบัติการ ใช้ควบคุมการทำงานของคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์พ่วงต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ ตัวอย่างโปรแกรมที่นิยมใช้กัน ในปัจจุบัน เช่น UNIX, DOS และ
Microsoft Windows
2. โปรแกรมอรรถประโยชน์ ใช้ช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในระหว่างการประมวลผลข้อมูลหรือในระหว่างที่ใช้ เครื่องคอมพิวเตอร์ ตัวอย่างโปรแกรมที่นิยมใช้กันในปัจจุบัน เช่น โปรแกรมเอดิเตอร์ (Editor)
3. โปรแกรมแปลภาษา ใช้ในการแปลความหมายของ
คำสั่งที่เป็นภาษาคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในรูปแบบที่เครื่อง
คอมพิวเตอร์เข้าใจ และทำงานตามที่ ผู้ใช้ต้องการ
ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Software)
เป็นโปรแกรมที่เขียนขึ้นเพื่อทำงานเฉพาะด้านตามความต้องการ ซึ่งซอฟต์แวร์ประยุกต์นี้สามารถแบ่งเป็น 3 ชนิด คือ
1. ซอฟต์แวร์ประยุกต์เพื่องานทั่วไป เป็นซอฟต์แวร์ที่สร้างขึ้นเพื่อใช้งานทั่วไปไม่เจาะจงประเภทของธุรกิจ ตัวอย่าง เช่น Word Processing, Spreadsheet, Database Management เป็นต้น
2. ซอฟต์แวร์ประยุกต์เฉพาะงาน เป็นซอฟต์แวร์ที่สร้างขึ้นเพื่อใช้ในธุรกิจเฉพาะ ตามแต่วัตถุประสงค์ของการนำไปใช้
3. ซอฟต์แวร์ประยุกต์อื่น ๆ เป็นซอฟต์แวร์ที่เขียนขึ้นเพื่อความบันเทิง และอื่น ๆ นอกเหนือจากซอฟต์แวร์ประยุกต์สองชนิดข้างต้น ตัวอย่าง เช่น Hypertext, Personal Information Management และซอฟต์แวร์เกมต่าง ๆ เป็นต้น
แผนภาพแสดงกระบวนการจัดการระบบสารสนเทศ
เทคโนโลยีโทรคมนาคม
เทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม ใช้ในการติดต่อสื่อสารรับ/ส่งข้อมูลจากที่ไกล ๆ เป็นการส่งของข้อมูลระหว่างคอมพิวเตอร์หรือเครื่องมือที่อยู่ห่างไกลกัน ซึ่งจะช่วยให้การเผยแพร่ข้อมูลหรือสารสนเทศไปยังผู้ใช้ในแหล่งต่าง ๆ เป็นไปอย่างสะดวก รวดเร็ว ถูกต้อง ครบถ้วน และทันการณ์ ซึ่งรูปแบบของข้อมูลที่รับ/ส่งอาจเป็นตัวเลข (Numeric Data) ตัวอักษร (Text) ภาพ (Image) และเสียง (Voice)
เทคโนโลยีที่ใช้ในการสื่อสารหรือเผยแพร่สารสนเทศ ได้แก่ เทคโนโลยีที่ใช้ในระบบโทรคมนาคมทั้งชนิดมีสายและไร้สาย เช่น ระบบโทรศัพท์, โมเด็ม, แฟกซ์, โทรเลข, วิทยุกระจายเสียง, วิทยุโทรทัศน์ เคเบิ้ลใยแก้วนำแสง คลื่นไมโครเวฟ และดาวเทียม เป็นต้น สำหรับกลไกหลักของการสื่อสารโทรคมนาคมมีองค์ประกอบพื้นฐาน 3 ส่วน ได้แก่ ต้นแหล่งของข้อความ (Source/Sender), สื่อกลางสำหรับการรับ/ส่งข้อความ (Medium), และส่วนรับข้อความ (Sink/Decoder) ดังแผนภาพต่อไปนี้ คือ
สำหรับกลไกหลักของการสื่อสารโทรคมนาคมมีองค์ประกอบพื้นฐาน 3 ส่วน ได้แก่ ต้นแหล่งของข้อความ (Source/Sender), สื่อกลางสำหรับการรับ/ส่งข้อความ (Medium), และส่วนรับข้อความ (Sink/Decoder) ดังแผนภาพต่อไปนี้ คือ
แผนภาพแสดงกลไกหลักของการสื่อสารโทรคมนาคม
นอกจากนี้ เทคโนโลยีสารสนเทศสามารถจำแนกตามลักษณะการใช้งานได้เป็น 6 รูปแบบ ดังนี้ต่อไปนี้ คือ
1. เทคโนโลยีที่ใช้ในการเก็บข้อมูล เช่น ดาวเทียมถ่ายภาพทางอากาศ, กล้องดิจิทัล, กล้องถ่าย
วีดีทัศน์, เครื่องเอกซเรย์ ฯลฯ
2. เทคโนโลยีที่ใช้ในการบันทึกข้อมูล จะเป็นสื่อบันทึกข้อมูลต่าง ๆ เช่น เทปแม่เหล็ก,
จานแม่เหล็ก, จานแสงหรือจานเลเซอร์, บัตรเอทีเอ็ม ฯลฯ
2. เทคโนโลยีที่ใช้ในการประมวลผลข้อมูล ได้แก่ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ทั้งฮาร์ดแวร์ และ
ซอฟต์แวร์
4. เทคโนโลยีที่ใช้ในการแสดงผลข้อมูล เช่น เครื่องพิมพ์, จอภาพ, พลอตเตอร์ ฯลฯ
5. เทคโนโลยีที่ใช้ในการจัดทำสำเนาเอกสาร เช่น เครื่องถ่ายเอกสาร, เครื่องถ่ายไมโครฟิล์ม
6. เทคโนโลยีสำหรับถ่ายทอดหรือสื่อสารข้อมูล ได้แก่ ระบบโทรคมนาคมต่าง ๆ เช่น โทรทัศน์,วิทยุกระจายเสียง, โทรเลข, เทเล็กซ์ และระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทั้งระยะใกล้และไกล
ลักษณะของข้อมูลหรือสารสนเทศที่ส่งผ่านระบบคอมพิวเตอร์และการสื่อสาร ดังนี้
ข้อมูลหรือสารสนเทศที่ใช้กันอยู่ทั่วไปในระบบสื่อสาร เช่น ระบบโทรศัพท์ จะมีลักษณะของสัญญาณเป็นคลื่นแบบต่อเนื่องที่เราเรียกว่า "สัญญาณอนาลอก" แต่ในระบบคอมพิวเตอร์จะแตกต่างไป เพราะระบบคอมพิวเตอร์ใช้ระบบสัญญาณไฟฟ้าสูงต่ำสลับกัน เป็นสัญญาณที่ไม่ต่อเนื่อง เรียกว่า "สัญญาณดิจิตอล" ซึ่งข้อมูลเหล่านั้นจะส่งผ่านสายโทรศัพท์ เมื่อเราต้องการส่งข้อมูลจากคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งไปยังเครื่องอื่น ๆ ผ่านระบบโทรศัพท์ ก็ต้องอาศัยอุปกรณ์ช่วยแปลงสัญญาณเสมอ ซึ่งมีชื่อเรียกว่า "โมเด็ม" (Modem)
วันศุกร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2553
ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology)
เทคโนโลยี (Technology)
เทคโนโลยี (Technology) มาจากภาษาลาตินว่า Texere แปลว่า การสาน (To weave) หรืออีกนัยหนึ่งมาจากคำว่า "Technologia" ซึ่งมาจากภาษากรีก หมายถึง การทำอย่างมีระบบ ซึ่งได้มีผู้ให้นิยามต่าง ๆ ไว้ดังนี้
คาร์เตอร์ วี กูด (Carter V.Good, 1973) ให้ความหมายไว้ว่า เทคโนโลยี หมายถึง การนำวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้งานด้านต่างๆ เพื่อปรับปรุงระบบนั้นๆ
เจมส์ ดี ฟินส์ (Jemes D.Finn, 1972) กล่าวว่า เทคโนโลยีมีความหมายลึกซึ้งไปกว่าประดิษฐ์กรรม เครื่องมือเครื่องยนต์กลไกต่าง ๆ แต่หมายถึง กระบวนการ แนวความคิด แนวทาง หรือวิธีการในการคิด ในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
เอดการ์ เดล (Edgar Dale, 1969) ได้ให้ความหมายไว้ว่า เทคโนโลยี มิใช่เครื่องมือ เครื่องยนต์กลไกต่าง ๆ แต่เป็นแผนงาน วิธีการทำงานอย่างมีระบบ ที่ทำให้งานนั้นบรรลุตามแผนงานที่วางไว้
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ. 2525 ได้ให้ความหมาย "เทคโนโลยี" ไว้ว่า เป็น วิทยาการที่เกี่ยวกับศิลปะ ในการนำเอาวิทยาศาสตร์ประยุกต์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ ในทางปฏิบัติและอุตสาหกรรม
จากแนวคิดต่างๆ อาจกล่าวได้ว่า "เทคโนโลยี" หมายถึง การนำแนวคิด หลักการ เทคนิค วิธีการ กระบวนการ ตลอดจนผลิตผลทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในระบบงานต่างๆ เพื่อปรับปรุงระบบงานนั้นๆ ให้ดีขึ้น และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
สารสนเทศ (Information)
สารสนเทศ (Information) หมายถึง ข้อมูลข่าวสาร ความรู้ต่าง ๆ ที่ได้รับการสรุป คำนวณ จัดเรียง หรือประมวลแล้วจากข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบตามหลักวิชาการ จนได้เป็นข้อความรู้ เพื่อนำมาเผยแพร่และใช้ประโยชน์ในงานด้านต่าง
คุณสมบัติของสารสนเทศ
1. มีความถูกต้อง
2. มีความรวดเร็ว และเป็นปัจจุบัน
3. มีความสมบูรณ์ทางข้อมูล
4. มีความชัดเจนกะทัดรัด
5. มีความสอดคล้องกับความต้องการ
เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology)
เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) หมายถึง เทคโนโลยีสองด้านหลัก ๆ ที่ประกอบด้วยเทคโนโลยีระบบคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคมที่ผนวกเข้าด้วยกัน เพื่อใช้ในกระบวนการจัดหา จัดเก็บ สร้าง และเผยแพร่สารสนเทศในรูปต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเสียง ภาพ ภาพเคลื่อนไหว ข้อความหรือตัวอักษร และตัวเลข เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความถูกต้อง ความแม่นยำ และความรวดเร็วให้ทันต่อการนำไปใช้ประโยชน์
เทคโนโลยี (Technology) มาจากภาษาลาตินว่า Texere แปลว่า การสาน (To weave) หรืออีกนัยหนึ่งมาจากคำว่า "Technologia" ซึ่งมาจากภาษากรีก หมายถึง การทำอย่างมีระบบ ซึ่งได้มีผู้ให้นิยามต่าง ๆ ไว้ดังนี้
คาร์เตอร์ วี กูด (Carter V.Good, 1973) ให้ความหมายไว้ว่า เทคโนโลยี หมายถึง การนำวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้งานด้านต่างๆ เพื่อปรับปรุงระบบนั้นๆ
เจมส์ ดี ฟินส์ (Jemes D.Finn, 1972) กล่าวว่า เทคโนโลยีมีความหมายลึกซึ้งไปกว่าประดิษฐ์กรรม เครื่องมือเครื่องยนต์กลไกต่าง ๆ แต่หมายถึง กระบวนการ แนวความคิด แนวทาง หรือวิธีการในการคิด ในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
เอดการ์ เดล (Edgar Dale, 1969) ได้ให้ความหมายไว้ว่า เทคโนโลยี มิใช่เครื่องมือ เครื่องยนต์กลไกต่าง ๆ แต่เป็นแผนงาน วิธีการทำงานอย่างมีระบบ ที่ทำให้งานนั้นบรรลุตามแผนงานที่วางไว้
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ. 2525 ได้ให้ความหมาย "เทคโนโลยี" ไว้ว่า เป็น วิทยาการที่เกี่ยวกับศิลปะ ในการนำเอาวิทยาศาสตร์ประยุกต์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ ในทางปฏิบัติและอุตสาหกรรม
จากแนวคิดต่างๆ อาจกล่าวได้ว่า "เทคโนโลยี" หมายถึง การนำแนวคิด หลักการ เทคนิค วิธีการ กระบวนการ ตลอดจนผลิตผลทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในระบบงานต่างๆ เพื่อปรับปรุงระบบงานนั้นๆ ให้ดีขึ้น และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
สารสนเทศ (Information)
สารสนเทศ (Information) หมายถึง ข้อมูลข่าวสาร ความรู้ต่าง ๆ ที่ได้รับการสรุป คำนวณ จัดเรียง หรือประมวลแล้วจากข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบตามหลักวิชาการ จนได้เป็นข้อความรู้ เพื่อนำมาเผยแพร่และใช้ประโยชน์ในงานด้านต่าง
คุณสมบัติของสารสนเทศ
1. มีความถูกต้อง
2. มีความรวดเร็ว และเป็นปัจจุบัน
3. มีความสมบูรณ์ทางข้อมูล
4. มีความชัดเจนกะทัดรัด
5. มีความสอดคล้องกับความต้องการ
เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology)
เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) หมายถึง เทคโนโลยีสองด้านหลัก ๆ ที่ประกอบด้วยเทคโนโลยีระบบคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคมที่ผนวกเข้าด้วยกัน เพื่อใช้ในกระบวนการจัดหา จัดเก็บ สร้าง และเผยแพร่สารสนเทศในรูปต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเสียง ภาพ ภาพเคลื่อนไหว ข้อความหรือตัวอักษร และตัวเลข เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความถูกต้อง ความแม่นยำ และความรวดเร็วให้ทันต่อการนำไปใช้ประโยชน์
HCI (Human Computer Interaction OR Interface)
1.Introduction
การออกแบบระบบปฏิสัมพันธ์ หรือระบบการติดต่อระหว่างผู้ใช้งานระบบและระบบงานทางคอมพิวเตอร์เป็นส่วนที่ต้องอาศัยจินตนาการในเรื่องการดำเนินงานอย่างมากเพราะต้องคิดเผื่อว่า ระบบนั้นได้ดำเนินงานเสร็จสิ้นไปแล้ว และจะมีวิธีการใดที่จะช่วยให้ผู้ใช้งานระบบสามารถทำความเข้าใจกับระบบได้โดยง่าย
ในยุคแรกการใช้งานระบบคอมพิวเตอร์อยู่ในวงจำกัด เฉพาะผู้เชี่ยวชายและมีความรู้เกี่ยวกับระบบเท่านั้น ดังนั้นการออกแบระบบการติดต่อจึงมีพื้นฐานการออกแบบโดยมีสมมุติฐานอยู่ที่ผู้ใช้งานระบบว่ามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้งานดีอยู่ก่อน ต่อมาการใช้งานระบบคอมพิวเตอร์แพร่หลายสู่ผู้ใช้งานทั่วไปเนื่องจากความก้านหน้าในการผลิต การพัฒนาระบบให้มีความหลากหลาย การออกแบบส่วนของการติดต่อกับระบบจึงได้มีการนำความรู้จากหลายสาขามาประยุกต์
การนำความรู้จากหลายสาขามาประยุกต์
•ความรู้ด้านจิตวิทยา
•ด้านการเรียนรู้
•ด้านการออกแบบภาพกราฟิก
•ด้านสถาปัตยกรรมข้อมูล
•ด้านสังคม
•ฯลฯ
การออกแบบส่วนการติดต่อกับผู้ใช้ จัดเป็นส่วนสำคัญในการแข่งขันทางธุรกิจ ถึงขั้นทำการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา มีการร่วมมือกันพัฒนาระบบ และการร่วมทุนทางธุรกิจหลายบริษัท
•รูปแบบการเชื่อมต่อผ่านระบบอินเทอร์เน็ตทำให้เกิดวิธีการใหม่ ๆ ในการดำเนินธุรกิจหลายประเภท การออกแบบระบบการเชื่อมต่อสำคัญ
•การปฏิบัติงานส่วนบุคคล การออกแบบส่วนการติดต่อกับผู้ใช้ที่ดีมีส่วนช่วยให้การปฏิบัติงานเพิ่มประสิทธิภาพเช่น นักบินขับเครื่องบินได้ปลอดภัยขึ้นหากระบบควบคุมการบินได้ถูกออกแบบดี ถ้าการออกแบบระบบงานไม่ดีผู้ใช้งานอาจเกิดความสับสนได้ส่งผลให้ผลงานไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ
•งานด้านการออกแบบส่วนการติดต่อกับผู้ใช้ เริ่มมีการวิจัย และดำเนินงานอย่างแพร่หลาย ประโยชน์จากการออกแบบส่วนของเมนูการใช้งานหรือการติดต่อที่มีประสิทธิภาพได้แก่เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ด้านประสบการณ์การเรียนรู้ของผู้ใช้และจดจำได้ง่าย เช่นการใช้ภาพสัญลักษณ์แทนคำสั่ง
ประโยชน์จากการออกแบบส่วนของเมนูการใช้งานหรือการติดต่อที่มีประสิทธิภาพ
- รูปแบบการแสดงผลที่มีประสิทธิภาพย่อมทำให้การนำข้อมูลไปใช้ในระบบสนับสนุนการตัดสินใจมีประสิทธิภาพมากขึ้น
- การออกแบบวิธีการใช้งานเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้งานภายในบ้าน เช่น กล้องถ่ายรูปดิจิตอลเพื่อสร้าง ความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว
- การใช้งานระบบ www ผ่านทางเว็บไซต์ที่รวบรวมข้อมูลทำให้ผู้ใช้สามารถค้นหาข้อมูลที่ต้องการได้ เช่น www.yahoo.com ที่มีการออกแบบการใช้งานง่าย แยกเป็นหมวดหมู่
- การออกแบบเว็บไซต์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีประสิทธิภาพ สามารถช่วยให้ผู้ใช้งานติดต่อซื้อขายสินค้าได้ง่าย เป็นประโยชน์ต่อองค์กรธุรกิจ เช่น www.amazon.com
การออกแบบส่วนของการติดต่อกับผู้ใช้ที่ประสบความสำเร็จต้องอาศัยความรู้จากหลายสาขาวิชา:-
- การเขียนคำบรรยาย มีงานวิจัยจากวงการศึกษาและ อุตสาหกรรมได้พัฒนาระบบการอธิบายเกี่ยวกับฟังก์ชัน หรือคำสั่งในการทำงาน การออกแบบรูปแบบของการ คาดการณ์เกี่ยวกับการใช้งานระบบ การออกแบบคำแนะนำการใช้งาน ตลอดจนการออกแบบส่วนให้ความช่วยเหลือ
- ข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับการออกแบบ เช่นทฤษฎี การเคลื่อนไหว การรับรู้ การจดจำ
- การคำนึงถึงผลกระทบด้านสังคม การประหยัด
ทรัพยากรด้านข้อมูล เวลา การออกแบบควรคำนึงถึงจริยธรรมการใช้งาน ซึ่งจัดเป็น ความสำคัญยิ่งต่อแนวความคิดในการออกแบบระบบ
- ใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาประยุกต์เพื่อเพิ่ม ประสิทธิภาพในการออกแบบ เช่น การใช้ระบบเสียง ภาพ 3 มิติ ภาพเคลื่อนไหว ภาพนิ่ง ทั้งเนื้อหาข้อมูล เช่น รูปแบบการนำเสนอวีดีโอข่าวของ www.yahoo.com
- วิธีการสมัยใหม่ โดยแสดงผลลักษณะเสมือนจริง ทั้งแสดงผลระยะไกล ซึ่งสามารถช่วยเพิ่มความพอใจ
การใช้งานแก่ผู้ใช้ เช่น MS-Power Point ผู้ใช้เลือกรูปแบบการนำเสนอตามต้องการได้
2 ความต้องการทางด้านการใช้งานระบบ (Usability Requirements)
•จุดมุ่งหมายของผู้ออกแบบระบบคือ
- การออกแบบระบบที่ใช้งานได้จริง (Usability)
- มีความเป็นสากล (Universality)
- มีอรรถประโยชน์ (Usefulness)
ซึ่งการออกแบบต้องมีการวางแผนเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้มากที่สุด วิเคราะห์ให้ครอบคลุมรวมทั้งการทดสอบก่อนการใช้จริง
•องค์ประกอบสำคัญ ที่ช่วยให้การออกแบบส่วนของการติดต่อกับผู้ใช้ประสบความสำเร็จมี 4
1. ฝ่ายบริหาร (Manager) สำคัญในการคัดเลือกบุคลากรที่ดำเนินการออกแบบ กำหนดระยะเวลา และกรอบแนวทางการทำงานที่เหมาะสม การสร้างเอกสาร คู่มือการปฏิบัติงาน รวมถึงการควบคุมในเรื่องการทดสอบระบบให้มีความถูกต้อง เหมาะสม
2. ผู้ออกแบบระบบ (Designer) มีหน้าที่ออกแบบระบบที่เหมาะสม
3. เครื่องมือช่วยในการออกแบบส่วนของการใช้งาน User-Interface Building Tools) ซึ่งช่วยให้ออกแบบ
รวดเร็ว มีประสิทธิภาพมากขึ้น
4. วิธีการประเมินผล (Evaluation) จะช่วยให้ตัดสินใจเลือกระบบที่ออกแบบได้ตรงตามเงื่อนไข และความ ต้องการมากที่สุด
หลักของการออกแบบที่เรียกว่า เป็นมิตรกับผู้ใช้ (User Friendliness) มีความหมายมากกว่าการใช้งานที่ง่าย และการตอบสนองต่อทุกความต้องการของผู้ใช้ ต้องเข้าใจลักษณะการทำงานที่หลากหลายของผู้ใช้งานระบบ และอำนวยความสะดวกการใช้งานด้านเวลา และงบประมาณ
ระบบที่มีประสิทธิภาพต้องให้ความรู้สึกดีต่อการใช้งาน ให้ผู้ใช้รู้สึกว่ามีพัฒนาการสูง มีความสามารถควบคุมระบบ เข้าใจเกี่ยวกับการใช้งานระบบ ไม่สับสนในรูปแบบการใช้งานจากการเลือกคำสั่งในการทำงานต่าง ๆ
การออกแบบระบบการโต้ตอบกับผู้ใช้ที่ประสบความสำเร็จ ต้องทำให้ผู้ใช้เกิดความรู้สึกว่าไม่ได้ใช้งานระบบการเชื่อมต่อนั้น แต่สามารถเข้าถึงข้อมูลหรือคำสั่งในการทำงานได้เลย เช่น ในการใช้งานระบบการเปิดข้อมูลจากเว็บไซต์ของ IE ผู้ใช้ส่วนใหญ่ไม่ได้ตระหนักถึงการใช้งานของ IE แต่กลับมุ่งความสนใจไปยังข้อมูลในเว็บไซต์ที่เรียกขึ้นมา คือเกือบไม่ได้สังเกตว่ากำลังใช้งาน IE ซึ่งถือว่าเป็นระบบที่ประสบความสำเร็จในการออกแบบมากระบบหนึ่ง
กระทรวงกลาโหมสหรัฐมีการสร้างมาตรฐานการออกแบบส่วนของการติดต่อกับผู้ใช้ (Human Engineering Design Criteria 1999) โดยมีวัตถุประสงค์ของการออกแบบระบบที่ดีดังนี้
1. ผู้เกี่ยวข้องได้แก่ ผู้ใช้งานระบบ ผู้ควบคุม และผู้บำรุงรักษาระบบต้องสามารถใช้งานระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2. ช่วยลดระยะเวลาในการฝึกอบรมเรื่องทักษะการใช้งานระบบ
3. หากระบบมีการออกแบบที่ดีจะช่วยสร้างมาตรฐาน และความน่าเชื่อถือของ อุปกรณ์ และโปรแกรมที่เกี่ยวข้อง
4. สนับสนุนการออกแบบที่เป็นมาตรฐานสำหรับทุกระบบที่เกี่ยวข้องในองค์กร
อย่างไรก็ตาม วัตถุประสงค์ข้างต้นก็ยังมีความขัดแย้งในการนำไปใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ คือต้องให้บรรลุวัตถุประสงค์สูงสุดคือการสร้างความพึงพอใจและความรื่นรมย์ในการทำงานให้แก่ผู้ใช้ระบบ ซึ่งย่อมแตกต่างกันตามสภาพแวดล้อม วัฒนธรรมประเพณีจึงต้องมีการวิเคราะห์ความต้องการ (Requirement Analysis)
การวิเคราะห์ความต้องการ (Requirement Analysis)
ระบบต้องออกแบบตามความต้องการที่แท้จริงของผู้ใช้ (Ascertain the User's Needs) โดยการวิเคราะห์ประเภทของการทำงานดังนี้
- งานประจำวัน (Frequent Tasks) เป็นส่วนที่กำหนดได้ง่ายที่สุด เพราะผู้ใช้จะทราบรายละเอียดการทำงานส่วนนี้ได้ดี เช่น การบันทึกผลผลิต การบันทึกการขายประจำวัน
การวิเคราะห์ความต้องการ (Requirement Analysis) (ต่อ)
- งานที่ทำเป็นบางโอกาส (Occasional Tasks) เช่น ตามสถานการณ์หรือตามความต้องการอื่น ๆ เช่น การออกรายงานสรุปยอดขาย การทำรายงานการตรวจสอบสถานะของสินค้าที่ถึงจุดซื้อซ้ำ
- งานที่ต้องทำในกรณียกเว้นการปฏิบัติงาน (Exceptional Tasks) เช่น ในกรณีของเหตุการณ์ฉุกเฉิน การนำข้อมูลสำรองมาใช้ในการปฏิบัติงาน
- งานซ่อมบำรุงระบบ (Repair Tasks) เช่นการแก้ไขข้อผิดพลาดในการทำงานของโปรแกรม หรือการเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน
3 มาตรการในการตรวจวัดความสามารถในการใช้งานของระบบ (Usability Measures)
•ก่อนการออกแบบระบบควรตรวจสอบกลุ่มผู้ใช้งานระบบว่ามีใครบ้าง ลักษณะงานที่ผู้ใช้ต้องการ ควรออกแบบระบบให้ตอบสนองความต้องการผู้ใช้ เช่นการออกแบบระบบการค้นหาข้อมูลของ www.google.com เป็นเมนูการค้นหาข้อมูลอย่างง่าย ผู้ใช้ไม่ชำนาญก็สามารถใช้งานได้ไม่อยาก หรือต้องการค้นหาที่มีเงื่อนไขซับซ้อนก็ค้นได้ตามต้องการ
•ส่วนประกอบสำคัญ 5 ประการในการออกแบบโดยคำนึงถึงผู้ใช้เป็นสำคัญได้แก่
1. ระยะเวลาในการเรียนรู้ (Time to Learn) พิจารณาจากระยะเวลาที่ผู้ใช้งานใช้ระบบ ความต้องการต่อการฝึกอบรมการใช้งานหรือเรียนรู้การใช้งานระบบ
2. ความรวดเร็วในการประมวลผล (Speed of Performance) โดยเปรียบเทียบความเร็วมาตรฐานของการประมวลผลข้อมูล
3. อัตราความผิดพลาดจากการใช้งาน (Rate of Errors) โดยคำนวณจากจำนวนครั้งที่เกิดความผิดพลาดจากการทดสอบระบบก่อนใช้งาน
4. การเรียนรู้ (Retention Over Time) ผู้ใช้จดจำการใช้ง่ายหากใช้งานบ่อยครั้ง ออกแบบเข้าใจง่าย
5. การวัดความพึงพอใจของผู้ใช้ (Subjective Satisfaction) วัดความพอใจเช่น ให้ผู้ใช้แสดงความเห็นเกี่ยวกับระบบงานได้อิสระ
ในการออกแบบควรมีการสร้างหลายรูปแบบ โดยผู้ออกแบบและผู้ใช้งานระบบร่วมกันพิจารณาเพื่อตอบสนองความต้องการผู้ใช้มากที่สุด
4 แรงจูงใจด้านการใช้งานระบบ(Usability Motivations)
•ความล้มเหลวในการออกแบบระบบ มีให้เห็นมาก ดังนั้นการออกแบบระบบที่ดีต้องคำนึงถึงความมุ่งหมายของการนำระบบไปใช้งาน โดยแยกประเภทของระบบตามวัตถุประสงค์เฉพาะของการใช้งานดังนี้
1. ระบบที่มีความสำคัญเกี่ยวข้องกับชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน (Life Critical System) เช่น ระบบควบคุมการจราจรทางอากาศ (Air Traffic Control) ระบบควบคุมปฏิกิริยานิวเคลียร์ ระบบแจ้งเตือนภัยจราจร ซึ่งระบบเหล่านี้มีค่าใช้จ่ายสูงในการดำเนินงาน เพราะต้องมีความน่าเชื่อถือ มีประสิทธิภาพ
2. ระบบงานทางด้านธุรกิจและอุตสาหกรรม (Industrial and Commercial Use) เช่น ระบบธนาคารใช้ระบบง่าย รวดเร็ว ปริมาณมาก
3. ระบบงานทั่วไปในสำนักงาน บ้านที่อยู่อาศัย และการพักผ่อน (Office, home and entertainment applications) เช่น e-mail, game จะเรียนรู้ง่าย อัตราการผิดพลาดต่ำ ระบบเชิงเพื่อธุรกิจ ใช้งานเป็นครั้งคราว ราคาถูก
4. ระบบการสำรวจข้อมูล สร้างข้อมูลและระบบในการประสานข้อมูล (Exploratory, creative and cooperative systems) เช่นระบบการเรียกดูข้อมูลผ่านเว็บ (Web Browsing) เป็นลักษณะระบบที่ใช้ร่วมกันหลายคน
5. ระบบที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานทางสังคมหรือสำหรับกลุ่มคนจำนวนมาก (Social technical Systems) เป็นระบบที่ซับซ้อนเช่น ระบบรายงานข้อมูลด้านอาชญากรรม จึงควรมีความน่าเชื่อถือสูง
5 การใช้งานที่เป็นสากล (Universal Usability)
•มีการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับมานุษยวิทยา ในเรื่องมานุษยมิติ (Anthropometry) ซึ่งเน้นความแตกต่างของบุคคล จึงควรออกแบบระบบที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ ควรออกแบบจากความต่างของบุคคลดังนี้
- สรีระร่างกายเช่น การเอื้อม พลังกาย ความเร็วที่ต้องการ
- ความสว่างของหน้าจอในการแสดงผล
- การรับรู้ของผู้ใช้แต่ละคนเช่น ตาบอดสี
- การสัมผัส - การได้ยิน - การรับรู้
•การจำแนกกระบวนการทางปัญญา (Cognitive Processes) ดังนี้
1. ความจำระยะยาว (Long-term and semantic memory) เป็นการจำที่เก็บได้ไม่จำกัดจำนวนและระยะเวลา
2. ความจำระยะสั้น (Short-term and working memory)เก็บข้อมูลแต่ละครั้งได้ระยะเวลาสั้น หากไม่ทวนซ้ำ ๆ
3. การแก้ปัญหาและการหาเหตุผล (Problem solving and reasoning) ใช้ข้อมูลที่มีเดิมมาใช้
4. การตัดสินใจและการเสี่ยง (Decision making and risk assessment)
5. ความสามารถทางภาษาและการสื่อสาร (Language communication and comprehension)
6. การรับรู้ที่คงอยู่ชั่วขณะ (Sensory Memory)การค้นหาข้อมูล สร้างจินตนาการ
7. ความสามารถในการเรียนรู้และการเพิ่มทักษะ
•การใช้งานระบบทางคอมพิวเตอร์ มีส่วนกับการเรียนรู้มากซึ่งหมายถึงประสบการณ์ ความชำนาญในที่เกี่ยวข้อง
- การออกแบบเกี่ยวกับสถานที่ในการปฏิบัติงาน ย่อมส่งผลต่อการทำงาน ก่อให้เกิดความรื่นรมย์ ซึ่งได้มีการกำหนดหัวข้อ มาตรฐานการออกแบบสถานที่ในการปฏิบัติงาน ที่เรียกว่า วิศวกรรมมนุษยปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานทางระบบคอมพิวเตอร์ โดยมีหัวข้อดังนี้
•มาตรฐานการออกแบบสถานที่ในการปฏิบัติงาน ที่เรียกว่า วิศวกรรมมนุษยปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานทางระบบคอมพิวเตอร์ โดยมีหัวข้อดังนี้
1.พื้นที่ในการปฏิบัติงาน ปรับระดับสูง-ต่ำ
2.พื้นที่ว่างสำหรับวางขาใต้โต๊ะ
3.ความกว้าง ลึก สูง ของพื้นที่
4. การปรับความสูง มุมของเก้าอี้
5. ท่าทางการนั่ง พิงหลัง การทรงตัว
6. มีที่พักแขน พักเท้า วางฝ่ามือ
6 เป้าหมายในการพัฒนาเรื่องการออกแบบระบบ (Goals for Profession)
•ได้มีการตั้งเป้าหมาย 3 ประการเพื่อพัฒนาลักษณะการออกแบบให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้แก่
1. การทำงานวิจัยในสาขาที่เกี่ยวข้องดังนี้
ลดภาวะความเครียดในการใช้งานระบบฯ
การค้นหา ทำระบบช่วยเหลือ
2. การจัดเตรียมเครื่องมือ และอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับการนำระบบไปใช้งาน
3. การทำให้สังคมตระหนักถึงความง่ายในการใช้งานระบบคอมพิวเตอร์ ขจัดความกลัวในการใช้งาน
User Interface Design หลักเบื้องต้นในการออกแบบ User-centered
•เข้าใจถึงการทำงานหลักของธุรกิจ
•นำกราฟิกมาช่วยในการใช้งาน
•ทราบถึงลักษณะของผู้ใช้งานระบบ
•เวลาออกแบบคิดเสมือนว่าเป็นผู้ใช้งาน
•นำ prototype มาช่วย
•ออกแบบส่วนติดต่อกับผู้ใช้ด้วยความเข้าใจ
•แก้ไขอย่างต่อเนื่อง (ติดตามผลการใช้งาน)
•จัดทำเอกสารประกอบในส่วนการออกแบบ interface
ที่มา:http://tikkydance.exteen.com/hci-1
การออกแบบระบบปฏิสัมพันธ์ หรือระบบการติดต่อระหว่างผู้ใช้งานระบบและระบบงานทางคอมพิวเตอร์เป็นส่วนที่ต้องอาศัยจินตนาการในเรื่องการดำเนินงานอย่างมากเพราะต้องคิดเผื่อว่า ระบบนั้นได้ดำเนินงานเสร็จสิ้นไปแล้ว และจะมีวิธีการใดที่จะช่วยให้ผู้ใช้งานระบบสามารถทำความเข้าใจกับระบบได้โดยง่าย
ในยุคแรกการใช้งานระบบคอมพิวเตอร์อยู่ในวงจำกัด เฉพาะผู้เชี่ยวชายและมีความรู้เกี่ยวกับระบบเท่านั้น ดังนั้นการออกแบระบบการติดต่อจึงมีพื้นฐานการออกแบบโดยมีสมมุติฐานอยู่ที่ผู้ใช้งานระบบว่ามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้งานดีอยู่ก่อน ต่อมาการใช้งานระบบคอมพิวเตอร์แพร่หลายสู่ผู้ใช้งานทั่วไปเนื่องจากความก้านหน้าในการผลิต การพัฒนาระบบให้มีความหลากหลาย การออกแบบส่วนของการติดต่อกับระบบจึงได้มีการนำความรู้จากหลายสาขามาประยุกต์
การนำความรู้จากหลายสาขามาประยุกต์
•ความรู้ด้านจิตวิทยา
•ด้านการเรียนรู้
•ด้านการออกแบบภาพกราฟิก
•ด้านสถาปัตยกรรมข้อมูล
•ด้านสังคม
•ฯลฯ
การออกแบบส่วนการติดต่อกับผู้ใช้ จัดเป็นส่วนสำคัญในการแข่งขันทางธุรกิจ ถึงขั้นทำการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา มีการร่วมมือกันพัฒนาระบบ และการร่วมทุนทางธุรกิจหลายบริษัท
•รูปแบบการเชื่อมต่อผ่านระบบอินเทอร์เน็ตทำให้เกิดวิธีการใหม่ ๆ ในการดำเนินธุรกิจหลายประเภท การออกแบบระบบการเชื่อมต่อสำคัญ
•การปฏิบัติงานส่วนบุคคล การออกแบบส่วนการติดต่อกับผู้ใช้ที่ดีมีส่วนช่วยให้การปฏิบัติงานเพิ่มประสิทธิภาพเช่น นักบินขับเครื่องบินได้ปลอดภัยขึ้นหากระบบควบคุมการบินได้ถูกออกแบบดี ถ้าการออกแบบระบบงานไม่ดีผู้ใช้งานอาจเกิดความสับสนได้ส่งผลให้ผลงานไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ
•งานด้านการออกแบบส่วนการติดต่อกับผู้ใช้ เริ่มมีการวิจัย และดำเนินงานอย่างแพร่หลาย ประโยชน์จากการออกแบบส่วนของเมนูการใช้งานหรือการติดต่อที่มีประสิทธิภาพได้แก่เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ด้านประสบการณ์การเรียนรู้ของผู้ใช้และจดจำได้ง่าย เช่นการใช้ภาพสัญลักษณ์แทนคำสั่ง
ประโยชน์จากการออกแบบส่วนของเมนูการใช้งานหรือการติดต่อที่มีประสิทธิภาพ
- รูปแบบการแสดงผลที่มีประสิทธิภาพย่อมทำให้การนำข้อมูลไปใช้ในระบบสนับสนุนการตัดสินใจมีประสิทธิภาพมากขึ้น
- การออกแบบวิธีการใช้งานเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้งานภายในบ้าน เช่น กล้องถ่ายรูปดิจิตอลเพื่อสร้าง ความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว
- การใช้งานระบบ www ผ่านทางเว็บไซต์ที่รวบรวมข้อมูลทำให้ผู้ใช้สามารถค้นหาข้อมูลที่ต้องการได้ เช่น www.yahoo.com ที่มีการออกแบบการใช้งานง่าย แยกเป็นหมวดหมู่
- การออกแบบเว็บไซต์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีประสิทธิภาพ สามารถช่วยให้ผู้ใช้งานติดต่อซื้อขายสินค้าได้ง่าย เป็นประโยชน์ต่อองค์กรธุรกิจ เช่น www.amazon.com
การออกแบบส่วนของการติดต่อกับผู้ใช้ที่ประสบความสำเร็จต้องอาศัยความรู้จากหลายสาขาวิชา:-
- การเขียนคำบรรยาย มีงานวิจัยจากวงการศึกษาและ อุตสาหกรรมได้พัฒนาระบบการอธิบายเกี่ยวกับฟังก์ชัน หรือคำสั่งในการทำงาน การออกแบบรูปแบบของการ คาดการณ์เกี่ยวกับการใช้งานระบบ การออกแบบคำแนะนำการใช้งาน ตลอดจนการออกแบบส่วนให้ความช่วยเหลือ
- ข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับการออกแบบ เช่นทฤษฎี การเคลื่อนไหว การรับรู้ การจดจำ
- การคำนึงถึงผลกระทบด้านสังคม การประหยัด
ทรัพยากรด้านข้อมูล เวลา การออกแบบควรคำนึงถึงจริยธรรมการใช้งาน ซึ่งจัดเป็น ความสำคัญยิ่งต่อแนวความคิดในการออกแบบระบบ
- ใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาประยุกต์เพื่อเพิ่ม ประสิทธิภาพในการออกแบบ เช่น การใช้ระบบเสียง ภาพ 3 มิติ ภาพเคลื่อนไหว ภาพนิ่ง ทั้งเนื้อหาข้อมูล เช่น รูปแบบการนำเสนอวีดีโอข่าวของ www.yahoo.com
- วิธีการสมัยใหม่ โดยแสดงผลลักษณะเสมือนจริง ทั้งแสดงผลระยะไกล ซึ่งสามารถช่วยเพิ่มความพอใจ
การใช้งานแก่ผู้ใช้ เช่น MS-Power Point ผู้ใช้เลือกรูปแบบการนำเสนอตามต้องการได้
2 ความต้องการทางด้านการใช้งานระบบ (Usability Requirements)
•จุดมุ่งหมายของผู้ออกแบบระบบคือ
- การออกแบบระบบที่ใช้งานได้จริง (Usability)
- มีความเป็นสากล (Universality)
- มีอรรถประโยชน์ (Usefulness)
ซึ่งการออกแบบต้องมีการวางแผนเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้มากที่สุด วิเคราะห์ให้ครอบคลุมรวมทั้งการทดสอบก่อนการใช้จริง
•องค์ประกอบสำคัญ ที่ช่วยให้การออกแบบส่วนของการติดต่อกับผู้ใช้ประสบความสำเร็จมี 4
1. ฝ่ายบริหาร (Manager) สำคัญในการคัดเลือกบุคลากรที่ดำเนินการออกแบบ กำหนดระยะเวลา และกรอบแนวทางการทำงานที่เหมาะสม การสร้างเอกสาร คู่มือการปฏิบัติงาน รวมถึงการควบคุมในเรื่องการทดสอบระบบให้มีความถูกต้อง เหมาะสม
2. ผู้ออกแบบระบบ (Designer) มีหน้าที่ออกแบบระบบที่เหมาะสม
3. เครื่องมือช่วยในการออกแบบส่วนของการใช้งาน User-Interface Building Tools) ซึ่งช่วยให้ออกแบบ
รวดเร็ว มีประสิทธิภาพมากขึ้น
4. วิธีการประเมินผล (Evaluation) จะช่วยให้ตัดสินใจเลือกระบบที่ออกแบบได้ตรงตามเงื่อนไข และความ ต้องการมากที่สุด
หลักของการออกแบบที่เรียกว่า เป็นมิตรกับผู้ใช้ (User Friendliness) มีความหมายมากกว่าการใช้งานที่ง่าย และการตอบสนองต่อทุกความต้องการของผู้ใช้ ต้องเข้าใจลักษณะการทำงานที่หลากหลายของผู้ใช้งานระบบ และอำนวยความสะดวกการใช้งานด้านเวลา และงบประมาณ
ระบบที่มีประสิทธิภาพต้องให้ความรู้สึกดีต่อการใช้งาน ให้ผู้ใช้รู้สึกว่ามีพัฒนาการสูง มีความสามารถควบคุมระบบ เข้าใจเกี่ยวกับการใช้งานระบบ ไม่สับสนในรูปแบบการใช้งานจากการเลือกคำสั่งในการทำงานต่าง ๆ
การออกแบบระบบการโต้ตอบกับผู้ใช้ที่ประสบความสำเร็จ ต้องทำให้ผู้ใช้เกิดความรู้สึกว่าไม่ได้ใช้งานระบบการเชื่อมต่อนั้น แต่สามารถเข้าถึงข้อมูลหรือคำสั่งในการทำงานได้เลย เช่น ในการใช้งานระบบการเปิดข้อมูลจากเว็บไซต์ของ IE ผู้ใช้ส่วนใหญ่ไม่ได้ตระหนักถึงการใช้งานของ IE แต่กลับมุ่งความสนใจไปยังข้อมูลในเว็บไซต์ที่เรียกขึ้นมา คือเกือบไม่ได้สังเกตว่ากำลังใช้งาน IE ซึ่งถือว่าเป็นระบบที่ประสบความสำเร็จในการออกแบบมากระบบหนึ่ง
กระทรวงกลาโหมสหรัฐมีการสร้างมาตรฐานการออกแบบส่วนของการติดต่อกับผู้ใช้ (Human Engineering Design Criteria 1999) โดยมีวัตถุประสงค์ของการออกแบบระบบที่ดีดังนี้
1. ผู้เกี่ยวข้องได้แก่ ผู้ใช้งานระบบ ผู้ควบคุม และผู้บำรุงรักษาระบบต้องสามารถใช้งานระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2. ช่วยลดระยะเวลาในการฝึกอบรมเรื่องทักษะการใช้งานระบบ
3. หากระบบมีการออกแบบที่ดีจะช่วยสร้างมาตรฐาน และความน่าเชื่อถือของ อุปกรณ์ และโปรแกรมที่เกี่ยวข้อง
4. สนับสนุนการออกแบบที่เป็นมาตรฐานสำหรับทุกระบบที่เกี่ยวข้องในองค์กร
อย่างไรก็ตาม วัตถุประสงค์ข้างต้นก็ยังมีความขัดแย้งในการนำไปใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ คือต้องให้บรรลุวัตถุประสงค์สูงสุดคือการสร้างความพึงพอใจและความรื่นรมย์ในการทำงานให้แก่ผู้ใช้ระบบ ซึ่งย่อมแตกต่างกันตามสภาพแวดล้อม วัฒนธรรมประเพณีจึงต้องมีการวิเคราะห์ความต้องการ (Requirement Analysis)
การวิเคราะห์ความต้องการ (Requirement Analysis)
ระบบต้องออกแบบตามความต้องการที่แท้จริงของผู้ใช้ (Ascertain the User's Needs) โดยการวิเคราะห์ประเภทของการทำงานดังนี้
- งานประจำวัน (Frequent Tasks) เป็นส่วนที่กำหนดได้ง่ายที่สุด เพราะผู้ใช้จะทราบรายละเอียดการทำงานส่วนนี้ได้ดี เช่น การบันทึกผลผลิต การบันทึกการขายประจำวัน
การวิเคราะห์ความต้องการ (Requirement Analysis) (ต่อ)
- งานที่ทำเป็นบางโอกาส (Occasional Tasks) เช่น ตามสถานการณ์หรือตามความต้องการอื่น ๆ เช่น การออกรายงานสรุปยอดขาย การทำรายงานการตรวจสอบสถานะของสินค้าที่ถึงจุดซื้อซ้ำ
- งานที่ต้องทำในกรณียกเว้นการปฏิบัติงาน (Exceptional Tasks) เช่น ในกรณีของเหตุการณ์ฉุกเฉิน การนำข้อมูลสำรองมาใช้ในการปฏิบัติงาน
- งานซ่อมบำรุงระบบ (Repair Tasks) เช่นการแก้ไขข้อผิดพลาดในการทำงานของโปรแกรม หรือการเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน
3 มาตรการในการตรวจวัดความสามารถในการใช้งานของระบบ (Usability Measures)
•ก่อนการออกแบบระบบควรตรวจสอบกลุ่มผู้ใช้งานระบบว่ามีใครบ้าง ลักษณะงานที่ผู้ใช้ต้องการ ควรออกแบบระบบให้ตอบสนองความต้องการผู้ใช้ เช่นการออกแบบระบบการค้นหาข้อมูลของ www.google.com เป็นเมนูการค้นหาข้อมูลอย่างง่าย ผู้ใช้ไม่ชำนาญก็สามารถใช้งานได้ไม่อยาก หรือต้องการค้นหาที่มีเงื่อนไขซับซ้อนก็ค้นได้ตามต้องการ
•ส่วนประกอบสำคัญ 5 ประการในการออกแบบโดยคำนึงถึงผู้ใช้เป็นสำคัญได้แก่
1. ระยะเวลาในการเรียนรู้ (Time to Learn) พิจารณาจากระยะเวลาที่ผู้ใช้งานใช้ระบบ ความต้องการต่อการฝึกอบรมการใช้งานหรือเรียนรู้การใช้งานระบบ
2. ความรวดเร็วในการประมวลผล (Speed of Performance) โดยเปรียบเทียบความเร็วมาตรฐานของการประมวลผลข้อมูล
3. อัตราความผิดพลาดจากการใช้งาน (Rate of Errors) โดยคำนวณจากจำนวนครั้งที่เกิดความผิดพลาดจากการทดสอบระบบก่อนใช้งาน
4. การเรียนรู้ (Retention Over Time) ผู้ใช้จดจำการใช้ง่ายหากใช้งานบ่อยครั้ง ออกแบบเข้าใจง่าย
5. การวัดความพึงพอใจของผู้ใช้ (Subjective Satisfaction) วัดความพอใจเช่น ให้ผู้ใช้แสดงความเห็นเกี่ยวกับระบบงานได้อิสระ
ในการออกแบบควรมีการสร้างหลายรูปแบบ โดยผู้ออกแบบและผู้ใช้งานระบบร่วมกันพิจารณาเพื่อตอบสนองความต้องการผู้ใช้มากที่สุด
4 แรงจูงใจด้านการใช้งานระบบ(Usability Motivations)
•ความล้มเหลวในการออกแบบระบบ มีให้เห็นมาก ดังนั้นการออกแบบระบบที่ดีต้องคำนึงถึงความมุ่งหมายของการนำระบบไปใช้งาน โดยแยกประเภทของระบบตามวัตถุประสงค์เฉพาะของการใช้งานดังนี้
1. ระบบที่มีความสำคัญเกี่ยวข้องกับชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน (Life Critical System) เช่น ระบบควบคุมการจราจรทางอากาศ (Air Traffic Control) ระบบควบคุมปฏิกิริยานิวเคลียร์ ระบบแจ้งเตือนภัยจราจร ซึ่งระบบเหล่านี้มีค่าใช้จ่ายสูงในการดำเนินงาน เพราะต้องมีความน่าเชื่อถือ มีประสิทธิภาพ
2. ระบบงานทางด้านธุรกิจและอุตสาหกรรม (Industrial and Commercial Use) เช่น ระบบธนาคารใช้ระบบง่าย รวดเร็ว ปริมาณมาก
3. ระบบงานทั่วไปในสำนักงาน บ้านที่อยู่อาศัย และการพักผ่อน (Office, home and entertainment applications) เช่น e-mail, game จะเรียนรู้ง่าย อัตราการผิดพลาดต่ำ ระบบเชิงเพื่อธุรกิจ ใช้งานเป็นครั้งคราว ราคาถูก
4. ระบบการสำรวจข้อมูล สร้างข้อมูลและระบบในการประสานข้อมูล (Exploratory, creative and cooperative systems) เช่นระบบการเรียกดูข้อมูลผ่านเว็บ (Web Browsing) เป็นลักษณะระบบที่ใช้ร่วมกันหลายคน
5. ระบบที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานทางสังคมหรือสำหรับกลุ่มคนจำนวนมาก (Social technical Systems) เป็นระบบที่ซับซ้อนเช่น ระบบรายงานข้อมูลด้านอาชญากรรม จึงควรมีความน่าเชื่อถือสูง
5 การใช้งานที่เป็นสากล (Universal Usability)
•มีการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับมานุษยวิทยา ในเรื่องมานุษยมิติ (Anthropometry) ซึ่งเน้นความแตกต่างของบุคคล จึงควรออกแบบระบบที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ ควรออกแบบจากความต่างของบุคคลดังนี้
- สรีระร่างกายเช่น การเอื้อม พลังกาย ความเร็วที่ต้องการ
- ความสว่างของหน้าจอในการแสดงผล
- การรับรู้ของผู้ใช้แต่ละคนเช่น ตาบอดสี
- การสัมผัส - การได้ยิน - การรับรู้
•การจำแนกกระบวนการทางปัญญา (Cognitive Processes) ดังนี้
1. ความจำระยะยาว (Long-term and semantic memory) เป็นการจำที่เก็บได้ไม่จำกัดจำนวนและระยะเวลา
2. ความจำระยะสั้น (Short-term and working memory)เก็บข้อมูลแต่ละครั้งได้ระยะเวลาสั้น หากไม่ทวนซ้ำ ๆ
3. การแก้ปัญหาและการหาเหตุผล (Problem solving and reasoning) ใช้ข้อมูลที่มีเดิมมาใช้
4. การตัดสินใจและการเสี่ยง (Decision making and risk assessment)
5. ความสามารถทางภาษาและการสื่อสาร (Language communication and comprehension)
6. การรับรู้ที่คงอยู่ชั่วขณะ (Sensory Memory)การค้นหาข้อมูล สร้างจินตนาการ
7. ความสามารถในการเรียนรู้และการเพิ่มทักษะ
•การใช้งานระบบทางคอมพิวเตอร์ มีส่วนกับการเรียนรู้มากซึ่งหมายถึงประสบการณ์ ความชำนาญในที่เกี่ยวข้อง
- การออกแบบเกี่ยวกับสถานที่ในการปฏิบัติงาน ย่อมส่งผลต่อการทำงาน ก่อให้เกิดความรื่นรมย์ ซึ่งได้มีการกำหนดหัวข้อ มาตรฐานการออกแบบสถานที่ในการปฏิบัติงาน ที่เรียกว่า วิศวกรรมมนุษยปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานทางระบบคอมพิวเตอร์ โดยมีหัวข้อดังนี้
•มาตรฐานการออกแบบสถานที่ในการปฏิบัติงาน ที่เรียกว่า วิศวกรรมมนุษยปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานทางระบบคอมพิวเตอร์ โดยมีหัวข้อดังนี้
1.พื้นที่ในการปฏิบัติงาน ปรับระดับสูง-ต่ำ
2.พื้นที่ว่างสำหรับวางขาใต้โต๊ะ
3.ความกว้าง ลึก สูง ของพื้นที่
4. การปรับความสูง มุมของเก้าอี้
5. ท่าทางการนั่ง พิงหลัง การทรงตัว
6. มีที่พักแขน พักเท้า วางฝ่ามือ
6 เป้าหมายในการพัฒนาเรื่องการออกแบบระบบ (Goals for Profession)
•ได้มีการตั้งเป้าหมาย 3 ประการเพื่อพัฒนาลักษณะการออกแบบให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้แก่
1. การทำงานวิจัยในสาขาที่เกี่ยวข้องดังนี้
ลดภาวะความเครียดในการใช้งานระบบฯ
การค้นหา ทำระบบช่วยเหลือ
2. การจัดเตรียมเครื่องมือ และอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับการนำระบบไปใช้งาน
3. การทำให้สังคมตระหนักถึงความง่ายในการใช้งานระบบคอมพิวเตอร์ ขจัดความกลัวในการใช้งาน
User Interface Design หลักเบื้องต้นในการออกแบบ User-centered
•เข้าใจถึงการทำงานหลักของธุรกิจ
•นำกราฟิกมาช่วยในการใช้งาน
•ทราบถึงลักษณะของผู้ใช้งานระบบ
•เวลาออกแบบคิดเสมือนว่าเป็นผู้ใช้งาน
•นำ prototype มาช่วย
•ออกแบบส่วนติดต่อกับผู้ใช้ด้วยความเข้าใจ
•แก้ไขอย่างต่อเนื่อง (ติดตามผลการใช้งาน)
•จัดทำเอกสารประกอบในส่วนการออกแบบ interface
ที่มา:http://tikkydance.exteen.com/hci-1
ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับไฟร์วอลล์ (Firewall)
บทนำ
ปัจจุบันอินเตอร์เน็ตมีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินกิจกรรมต่างๆ เป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นด้านการติดต่อสื่อสาร ธุรกิจ การศึกษา หรือว่าเพื่อความบันเทิง องค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ต่างก็นำเอาเน็ตเวิร์กของตนเชื่อมต่อเข้ากับอินเตอร์เน็ตเพื่อที่จะได้รับประโยชน์เหล่านี้ แต่เราต้องไม่ลืมว่าการนำเอาเน็ตเวิร์กไปเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตนั้น ทำให้ใครก็ได้บนอินเตอร์เน็ตสามารถเข้ามายังเน็ตเวิร์กนั้นๆ ได้ ปัญหาที่ตามมาก็คือความปลอดภัยของระบบเน็ตเวิร์ก เช่น ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการถูกเจาะระบบ และ ขโมยข้อมูล เป็นต้น
จากปัญหาดังกล่าวทำให้เราต้องมีวิธีการในการรักษาความปลอดภัย สิ่งที่สามารถช่วยลดความเสี่ยงนี้ได้ก็คือ ไฟร์วอลล์ โดยไฟร์วอลล์นั้นจะทำหน้าที่ป้องกันอันตรายต่างๆ จากภายนอกที่จะเข้ามายังเน็ตเวิร์กของเรา
รู้จักกับไฟร์วอลล์
ในความหมายทางด้านการก่อสร้างแล้ว ไฟร์วอลล์ จะหมายถึง กำแพงที่เอาไว้ป้องกันไฟไม่ให้ลุกลามไปยังส่วนอื่นๆ ส่วนทางด้านคอมพิวเตอร์นั้นก็จะมีความหมายคล้ายๆ กันก็คือ เป็นระบบที่เอาไว้ป้องกันอันตรายจากอินเตอร์เน็ตหรือเน็ตเวิร์กภายนอกนั่นเอง
ไฟร์วอลล์ เป็นคอมโพเน็นต์หรือกลุ่มของคอมโพเน็นต์ที่ทำหน้าที่ในการควบคุมการเข้าถึงระหว่างเน็ตเวิร์กภายนอกหรือเน็ตเวิร์กที่เราคิดว่าไม่ปลอดภัย กับเน็ตเวิร์กภายในหรือเน็ตเวิร์กที่เราต้องการจะป้องกัน โดยที่คอมโพเน็นต์นั้นอาจจะเป็นเราเตอร์ คอมพิวเตอร์ หรือเน็ตเวิร์ก ประกอบกันก็ได้ ขึ้นอยู่กับวิธีการหรือ Firewall Architecture ที่ใช้
การควบคุมการเข้าถึงของไฟร์วอลล์นั้น สามารถทำได้ในหลายระดับและหลายรูปแบบขึ้นอยู่ชนิดหรือเทคโนโลยีของไฟร์วอลล์ที่นำมาใช้ เช่น เราสามารถกำหนดได้ว่าจะให้มีการเข้ามาใช้เซอร์วิสอะไรได้บ้าง จากที่ไหน เป็นต้น
สิ่งที่ไฟร์วอลล์ช่วยได้
ไฟร์วอลล์สามารถช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับระบบได้โดย
บังคับใช้นโยบายด้านความปลอดภัย โดยการกำหนดกฎให้กับไฟร์วอลล์ว่าจะอนุญาตหรือไม่ให้ใช้เซอร์วิสชนิดใด
ทำให้การพิจารณาดูแลและการตัดสินใจด้านความปลอดภัยของระบบเป็นไปได้ง่ายขึ้น เนื่องจากการติดต่อทุกชนิดกับเน็ตเวิร์กภายนอกจะต้องผ่านไฟร์วอลล์ การดูแลที่จุดนี้เป็นการดูแลความปลอดภัยในระดับของเน็ตเวิร์ก (Network-based Security)
บันทึกข้อมูล กิจกรรมต่างๆ ที่ผ่านเข้าออกเน็ตเวิร์กได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ป้องกันเน็ตเวิร์กบางส่วนจากการเข้าถึงของเน็ตเวิร์กภายนอก เช่นถ้าหากเรามีบางส่วนที่ต้องการให้ภายนอกเข้ามาใช้เซอร์วิส (เช่นถ้ามีเว็บเซิร์ฟเวอร์) แต่ส่วนที่เหลือไม่ต้องการให้ภายนอกเข้ามากรณีเช่นนี้เราสามารถใช้ไฟร์วอลล์ช่วยได้
ไฟร์วอลล์บางชนิด [1] สามารถป้องกันไวรัสได้ โดยจะทำการตรวจไฟล์ที่โอนย้ายผ่านทางโปรโตคอล HTTP, FTP และ SMTP
อะไรที่ไฟร์วอลล์ช่วยไม่ได้
ถึงแม้ว่าไฟร์วอลล์จะสามารถช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับเน็ตเวิร์กได้มากโดยการตรวจดูข้อมูลที่ผ่านเข้าออก แต่อย่าลืมว่าสิ่งเหล่านี้ไม่สามารถป้องกันได้จากการใช้ไฟร์วอลล์
อันตรายที่เกิดจากเน็ตเวิร์กภายใน ไม่สามารถป้องกันได้เนื่องจากอยู่ภายในเน็ตเวิร์กเอง ไม่ได้ผ่านไฟร์วอลล์เข้ามา
อันตรายจากภายนอกที่ไม่ได้ผ่านเข้ามาทางไฟร์วอลล์ เช่นการ Dial-up เข้ามายังเน็ตเวิร์กภายในโดยตรงโดยไม่ได้ผ่านไฟร์วอลล์
อันตรายจากวิธีใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น ทุกวันนี้มีการพบช่องโหว่ใหม่ๆ เกิดขึ้นทุกวัน เราไม่สามารถไว้ใจไฟร์วอลล์โดยการติดตั้งเพียงครั้งเดียวแล้วก็หวังให้มันปลอดภัยตลอดไป เราต้องมีการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ
ไวรัส ถึงแม้จะมีไฟร์วอลล์บางชนิดที่สามารถป้องกันไวรัสได้ แต่ก็ยังไม่มีไฟร์วอลล์ชนิดใดที่สามารถตรวจสอบไวรัสได้ในทุกๆ โปรโตคอล
ชนิดของไฟร์วอลล์
ชนิดของไฟร์วอลล์แบ่งตามเทคโนโลยีที่ใช้ในการตรวจสอบและควบคุม แบ่งได้เป็น
Packet Filtering
Proxy Service
Stateful Inspection
ที่มา: http://www.thaicert.org/paper/firewall/fwbasics.php
เรียบเรียงโดย ปราการ โกลากุล
ปัจจุบันอินเตอร์เน็ตมีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินกิจกรรมต่างๆ เป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นด้านการติดต่อสื่อสาร ธุรกิจ การศึกษา หรือว่าเพื่อความบันเทิง องค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ต่างก็นำเอาเน็ตเวิร์กของตนเชื่อมต่อเข้ากับอินเตอร์เน็ตเพื่อที่จะได้รับประโยชน์เหล่านี้ แต่เราต้องไม่ลืมว่าการนำเอาเน็ตเวิร์กไปเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตนั้น ทำให้ใครก็ได้บนอินเตอร์เน็ตสามารถเข้ามายังเน็ตเวิร์กนั้นๆ ได้ ปัญหาที่ตามมาก็คือความปลอดภัยของระบบเน็ตเวิร์ก เช่น ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการถูกเจาะระบบ และ ขโมยข้อมูล เป็นต้น
จากปัญหาดังกล่าวทำให้เราต้องมีวิธีการในการรักษาความปลอดภัย สิ่งที่สามารถช่วยลดความเสี่ยงนี้ได้ก็คือ ไฟร์วอลล์ โดยไฟร์วอลล์นั้นจะทำหน้าที่ป้องกันอันตรายต่างๆ จากภายนอกที่จะเข้ามายังเน็ตเวิร์กของเรา
รู้จักกับไฟร์วอลล์
ในความหมายทางด้านการก่อสร้างแล้ว ไฟร์วอลล์ จะหมายถึง กำแพงที่เอาไว้ป้องกันไฟไม่ให้ลุกลามไปยังส่วนอื่นๆ ส่วนทางด้านคอมพิวเตอร์นั้นก็จะมีความหมายคล้ายๆ กันก็คือ เป็นระบบที่เอาไว้ป้องกันอันตรายจากอินเตอร์เน็ตหรือเน็ตเวิร์กภายนอกนั่นเอง
ไฟร์วอลล์ เป็นคอมโพเน็นต์หรือกลุ่มของคอมโพเน็นต์ที่ทำหน้าที่ในการควบคุมการเข้าถึงระหว่างเน็ตเวิร์กภายนอกหรือเน็ตเวิร์กที่เราคิดว่าไม่ปลอดภัย กับเน็ตเวิร์กภายในหรือเน็ตเวิร์กที่เราต้องการจะป้องกัน โดยที่คอมโพเน็นต์นั้นอาจจะเป็นเราเตอร์ คอมพิวเตอร์ หรือเน็ตเวิร์ก ประกอบกันก็ได้ ขึ้นอยู่กับวิธีการหรือ Firewall Architecture ที่ใช้
การควบคุมการเข้าถึงของไฟร์วอลล์นั้น สามารถทำได้ในหลายระดับและหลายรูปแบบขึ้นอยู่ชนิดหรือเทคโนโลยีของไฟร์วอลล์ที่นำมาใช้ เช่น เราสามารถกำหนดได้ว่าจะให้มีการเข้ามาใช้เซอร์วิสอะไรได้บ้าง จากที่ไหน เป็นต้น
สิ่งที่ไฟร์วอลล์ช่วยได้
ไฟร์วอลล์สามารถช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับระบบได้โดย
บังคับใช้นโยบายด้านความปลอดภัย โดยการกำหนดกฎให้กับไฟร์วอลล์ว่าจะอนุญาตหรือไม่ให้ใช้เซอร์วิสชนิดใด
ทำให้การพิจารณาดูแลและการตัดสินใจด้านความปลอดภัยของระบบเป็นไปได้ง่ายขึ้น เนื่องจากการติดต่อทุกชนิดกับเน็ตเวิร์กภายนอกจะต้องผ่านไฟร์วอลล์ การดูแลที่จุดนี้เป็นการดูแลความปลอดภัยในระดับของเน็ตเวิร์ก (Network-based Security)
บันทึกข้อมูล กิจกรรมต่างๆ ที่ผ่านเข้าออกเน็ตเวิร์กได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ป้องกันเน็ตเวิร์กบางส่วนจากการเข้าถึงของเน็ตเวิร์กภายนอก เช่นถ้าหากเรามีบางส่วนที่ต้องการให้ภายนอกเข้ามาใช้เซอร์วิส (เช่นถ้ามีเว็บเซิร์ฟเวอร์) แต่ส่วนที่เหลือไม่ต้องการให้ภายนอกเข้ามากรณีเช่นนี้เราสามารถใช้ไฟร์วอลล์ช่วยได้
ไฟร์วอลล์บางชนิด [1] สามารถป้องกันไวรัสได้ โดยจะทำการตรวจไฟล์ที่โอนย้ายผ่านทางโปรโตคอล HTTP, FTP และ SMTP
อะไรที่ไฟร์วอลล์ช่วยไม่ได้
ถึงแม้ว่าไฟร์วอลล์จะสามารถช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับเน็ตเวิร์กได้มากโดยการตรวจดูข้อมูลที่ผ่านเข้าออก แต่อย่าลืมว่าสิ่งเหล่านี้ไม่สามารถป้องกันได้จากการใช้ไฟร์วอลล์
อันตรายที่เกิดจากเน็ตเวิร์กภายใน ไม่สามารถป้องกันได้เนื่องจากอยู่ภายในเน็ตเวิร์กเอง ไม่ได้ผ่านไฟร์วอลล์เข้ามา
อันตรายจากภายนอกที่ไม่ได้ผ่านเข้ามาทางไฟร์วอลล์ เช่นการ Dial-up เข้ามายังเน็ตเวิร์กภายในโดยตรงโดยไม่ได้ผ่านไฟร์วอลล์
อันตรายจากวิธีใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น ทุกวันนี้มีการพบช่องโหว่ใหม่ๆ เกิดขึ้นทุกวัน เราไม่สามารถไว้ใจไฟร์วอลล์โดยการติดตั้งเพียงครั้งเดียวแล้วก็หวังให้มันปลอดภัยตลอดไป เราต้องมีการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ
ไวรัส ถึงแม้จะมีไฟร์วอลล์บางชนิดที่สามารถป้องกันไวรัสได้ แต่ก็ยังไม่มีไฟร์วอลล์ชนิดใดที่สามารถตรวจสอบไวรัสได้ในทุกๆ โปรโตคอล
ชนิดของไฟร์วอลล์
ชนิดของไฟร์วอลล์แบ่งตามเทคโนโลยีที่ใช้ในการตรวจสอบและควบคุม แบ่งได้เป็น
Packet Filtering
Proxy Service
Stateful Inspection
ที่มา: http://www.thaicert.org/paper/firewall/fwbasics.php
เรียบเรียงโดย ปราการ โกลากุล
วิธีการติดตั้ง Apache, PHP5 & MySQL5 บน CentOS5
เรามาดู วิธีการติดตั้งเซิฟเวอร์ ให้พร้อมให้บริการ Webserver ด้วย Apache, PHP5 & MySQL5
อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ใน CentOS นั้น มี Tools ที่ชื่อว่า Yum ซึ่งคุณสามารถใช้ Tools นี้ ในการติดตั้ง โปรแกรมต่างๆในเครื่องของคุณ ได้อย่างง่ายดาย จาก Repositories ที่ดึงมาจาก เว็บไซต์ของ CentOS นั้นเอง
เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า ขั้นแรก สั่ง yum -y install ตามด้วย Packages ที่ต้องการ
(-y หมายถึง ให้ระบบตอบ Yes to all หากมีคำถามขึ้นมาให้ตอบ Yes or No)
1.# yum -y install httpd php mysql mysql-server php-mysql
หลังจากที่ หน้าจอขึ้นว่า Complete! ยินดีด้วยครับ การติดตั้งได้สมบูรณ์แล้ว! แต่ยังไม่หมดเท่านี้
เรามาตั้งค่าให้ MySQL ทำงานทุกครั้งที่ Boot เครื่องดีกว่า
เราจะใช้คำสั่ง chkconfig เพื่อสั่งให้ service On หรือ Off ทุกครั้งที่เปิดเครื่องนั่นเอง
1.# chkconfig mysqld on
2.# service mysqld start
หลังจากนั้นเราจะมาตั้งรหัสผ่านให้ MySQL กัน โดยใช้คำสั่งที่มีติดมากับ MySQL อยู่แล้ว
โดยจะสั่งให้ตั้งรหัสผ่านของ User : root ใน MySQL ทำได้ดังนี้
1.# mysqladmin -u root password hostyim
ตรง hostyim ให้เปลี่ยนเป็น รหัสผ่าน MySQL ที่ต้องการ
ต่อมาตามด้วยการสั่งให้ Apache ทำงานทุกครั้งที่ Boot เครื่อง
1.# chkconfig httpd on
2.# service httpd start
เพียงเท่านี้ คุณก็จะได้ Webserver ที่ครบถ้วน สมบูรณ์แบบแล้ว
ที่มา: http://www.hostyim.com/article.php?id=31
อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ใน CentOS นั้น มี Tools ที่ชื่อว่า Yum ซึ่งคุณสามารถใช้ Tools นี้ ในการติดตั้ง โปรแกรมต่างๆในเครื่องของคุณ ได้อย่างง่ายดาย จาก Repositories ที่ดึงมาจาก เว็บไซต์ของ CentOS นั้นเอง
เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า ขั้นแรก สั่ง yum -y install ตามด้วย Packages ที่ต้องการ
(-y หมายถึง ให้ระบบตอบ Yes to all หากมีคำถามขึ้นมาให้ตอบ Yes or No)
1.# yum -y install httpd php mysql mysql-server php-mysql
หลังจากที่ หน้าจอขึ้นว่า Complete! ยินดีด้วยครับ การติดตั้งได้สมบูรณ์แล้ว! แต่ยังไม่หมดเท่านี้
เรามาตั้งค่าให้ MySQL ทำงานทุกครั้งที่ Boot เครื่องดีกว่า
เราจะใช้คำสั่ง chkconfig เพื่อสั่งให้ service On หรือ Off ทุกครั้งที่เปิดเครื่องนั่นเอง
1.# chkconfig mysqld on
2.# service mysqld start
หลังจากนั้นเราจะมาตั้งรหัสผ่านให้ MySQL กัน โดยใช้คำสั่งที่มีติดมากับ MySQL อยู่แล้ว
โดยจะสั่งให้ตั้งรหัสผ่านของ User : root ใน MySQL ทำได้ดังนี้
1.# mysqladmin -u root password hostyim
ตรง hostyim ให้เปลี่ยนเป็น รหัสผ่าน MySQL ที่ต้องการ
ต่อมาตามด้วยการสั่งให้ Apache ทำงานทุกครั้งที่ Boot เครื่อง
1.# chkconfig httpd on
2.# service httpd start
เพียงเท่านี้ คุณก็จะได้ Webserver ที่ครบถ้วน สมบูรณ์แบบแล้ว
ที่มา: http://www.hostyim.com/article.php?id=31
การติดตั้ง Linux OS: Cent Version 5.5 (Server)
สำหรับการติดตั้งระบบปฏิบัติการ CentOS Server เพี่อให้บริการในส่วนของ Apache web server SSL-capable, MySQL server, Firewall, etc. จะมีลำดับขั้นตอนการติดตั้ง ดังต่อไปนี้
- ขั้นตอนที่ 1 ให้ตั้ง Bios ให้บูต (Boot) โดยผ่าน CD ROM หรือ DVD ROM โดยระบบบูตขึ้นมาจะขึ้นหน้าจอ ให้กดปุ่ม เพื่อเข้าสู่การติดตั้งในขึ้นต่อไป
- ขั้นตอนที่ 2 เมื่อบูตเข้ามาแล้วจะขึ้นหน้าจอสีฟ้าก่อนเข้าสู่โหมดการติดตั้งแบบ GUI โดยในขึ้นตอนนี้จะเป็นการตรวจเช็คสภาพของแผ่นติดตั้งทั้ง CD และ DVD ถ้าแน่ใจในคุณภาพของแผ่นก็สามารถ Skip ผ่านขึ้นตอนนี้เพื่อเข้าสู่หน้าจอติดตั้งแบบ GUI ได้เลย
- ขั้นตอนที่ 3 หลังจากที่ Skip ไม่ตรวจสอบแผ่นแล้ว เครื่องจะทำการรัน (Run) โปรแกรมติดตั้ง Anaconda GUI ซึ่งเป็นโปรแกรมติดตั้ง CentOS โดยหน้าจอแรกจะเป็นหน้าจอ Welcome Screen ให้คลิกที่ปุ่ม Next เพื่อไปสู่ขั้นตอนการติดตั้งหน้าจอการติดตั้งถัดไป
- ขั้นตอนที่ 4 เป็นการเลือกภาษาในการติดตั้ง ให้เลือกใช้ภาษาอังกฤษสำหรับการติดตั้ง (เนื่องจากไม่มีชุดติดตั้งภาษาไทย)
- ขั้นตอนที่ 5 เป็นการกำหนดค่าของ Keyboard Layout ให้เลือกเป็น U.S.English
- เมื่อเราคลิกตอบตกลงเลือกภาษาที่ต้องการแล้ว ชุดติดตั้งจะขึ้นข้อความเกี่ยวกับการแบ่ง Partition Hard disk ในที่นี้ให้ตอบ No เนื่องจากเราจะไม่ให้ชุดติดตั้งทำการแบ่ง Partition และลบข้อมูลต่าง ๆ ในฮาร์ดดิสก์ (Hard disk) เราอัตโนมัติ
- ขั้นตอนที่ 6 เมื่อชุดติดตั้งเข้าสู่หน้าจอแสดง Partition ที่มีอยู่ในระบบซึ่งได้ทดสอบการติดตั้งระบบลงบน Vmware โดยได้จำลอง Hard disk เพื่อใช้ในการติดตั้ง CentOS ไว้ 20 GB ดังนั้นจึงให้ชุดติดตั้งทำการแบ่ง Partition ต่าง ๆ ให้โดยอัตโนมัติ
- เมื่อคลิกปุ่ม Next เพื่อดำเนินการต่อระบบจะถามว่าคุณต้องการให้ระบบแบ่ง Partition และลบข้อมูลใน Hard disk ทั้งหมดหรือไม่ในขั้นนี้ถ้าตอบ Yes ระบบจะทำการลบและแบ่งพื้นที่ ในฮาร์ดดิสก์ (Hard disk) อัตโนมัติ
- ขั้นตอนที่ 7 จะเป็นส่วนของการตั้งค่าเน็ตเวิร์คเพื่อใช้งานร่วมกับเครือข่าย ให้ใช้ DHCP ในองค์กรเพื่อใช้งานในการเชื่อมต่อเครือข่าย ดังนั้นจึ้งเลือกปุ่ม Next เพื่อเข้าสู้หน้าจอการติดตั้งถัดไป
- ขั้นตอนที่ 8 จะเป็นส่วนของการกำหนดตั้งค่าของโซนเวลา (Time Zone) ให้เลือก Asia/Bangkok
- ขั้นตอนที่ 9 เป็นการตั้งค่า Password สำหรับ root (ผู้ดูแลระบบ)
ภาพประกอบที่ ข-9 กำหนด Password Root
- ขั้นตอนที่ 10 ระบบติดตั้งเข้าสู่หน้าจอบริหารจัดการ Package ในการติดตั้งสำหรับในขั้นตอนนี้ให้เลือก Customize Now เพื่อเลือก Group Package ต่าง ๆ ให้เหมาะสม
- ขั้นตอนที่ 11 หลังจากเลือก Customize Now แล้วจะเข้าสู่หน้าจอของ Package Group ต่างๆ โดยในที่นี้เราจะเลือก Package ที่เกี่ยวข้องกับ Server และ Package ที่เกี่ยวข้องกับ GUI บางส่วนเพื่อให้สามารถใช้งาน Xwindows ได้ (หมายเหตุ แต่สำหรับ Admin ที่ไม่ต้องการระบบ GUI ก็สามารถเลือกออกได้จากขั้นตอนนี้)
- ส่วนของ Package ด้าน Server ในตัวอย่างทำการติดตั้งสำหรับ Database Server, Print Server และ Web Server
- ขั้นตอนที่ 12 เมื่อทำการเลือก Package ต่างๆ ให้เหมาะสมกับการใช้งานของเราแล้ว ชุดการติดตั้งก็จะทำการเช็คความเข้ากันได้ของ Package ต่างๆ เพื่อจะได้ไม่เกิดปัญหาขณะติดตั้ง
- ขั้นตอนที่ 13 คลิกที่ปุ่ม Next เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการติดตั้ง
- ขั้นตอนที่ 14 ชุดติดตั้งจะเริ่มต้นการ Format hard drive
- ขั้นตอนที่ 15 ชุดติดตั้งจะเริ่มการติดตั้ง CentOS 5.2 ไปยัง Hard drive
- ขั้นตอนที่ 16 เมื่อชุดติดตั้งทำการติดตั้งระบบเสร็จสมบูรณ์แล้ว ระบบจะให้ทำการ Reboot เพื่อนำแผ่นติดตั้งที่เป็น DVD หรือ CD ออก
- ในขณะที่บูตระบบสามารถกดปุ่ม Esc เพื่อดู Service ต่าง ๆ ของ CentOS ว่าสามารถทำงานได้อย่างปกติหรือไม่
- เมื่อบูตระบบขึ้นมาแล้วจะเข้าสู่หน้าจอต้อนรับของ CentOS 5.5 ให้คลิกที่ปุ่ม Forward เพื่อตั้งค่าต่างๆ ต่อไป และจะมีการตั้งค่า Firewall ในที่นี้เลือก Disabled เพื่อปิด Firewall
- ต่อไปเป็นการตั้งค่า SELinux ในที่นี้เลือก Disabled เพื่อปิด SELinux แล้วคลิก ผ่านไป
- ต่อไปเป็นการตั้งค่า Kdump ให้คลิก ผ่านไปได้เลย
- ต่อไปเป็นการตั้งค่า วันที่ และเวลา หลังจากที่ตั้งเสร็จคลิก ไปขั้นตอนต่อไป
- ต่อไปเป็นการสร้าง User เพื่อใช้งานในระบบ
- ต่อไปเป็นการกำหนดค่า Sound Card ของระบบ ให้คลิก ผ่านไปได้
- ต่อไปเป็นการกำหนดค่า Additional CDs เพื่อใช้ในการ Update Package ต่าง ๆ ของ CentOS ให้คลิก ได้เลย เพื่อการติดตั้งเสร็จสมบูรณ์
- หลังจากกำหนดค่าต่างๆ เสร็จแล้วก็จะมาถึงหน้าจอ Login ระบบ
- หลังจากที่ทำการ Login เข้าสู่ระบบแล้ว ก็จะเข้าสู้หน้าจอ CentOS ในโหมดของXwindows เป็นครั้งแรก
- ขั้นตอนที่ 1 ให้ตั้ง Bios ให้บูต (Boot) โดยผ่าน CD ROM หรือ DVD ROM โดยระบบบูตขึ้นมาจะขึ้นหน้าจอ ให้กดปุ่ม
- ขั้นตอนที่ 2 เมื่อบูตเข้ามาแล้วจะขึ้นหน้าจอสีฟ้าก่อนเข้าสู่โหมดการติดตั้งแบบ GUI โดยในขึ้นตอนนี้จะเป็นการตรวจเช็คสภาพของแผ่นติดตั้งทั้ง CD และ DVD ถ้าแน่ใจในคุณภาพของแผ่นก็สามารถ Skip ผ่านขึ้นตอนนี้เพื่อเข้าสู่หน้าจอติดตั้งแบบ GUI ได้เลย
- ขั้นตอนที่ 3 หลังจากที่ Skip ไม่ตรวจสอบแผ่นแล้ว เครื่องจะทำการรัน (Run) โปรแกรมติดตั้ง Anaconda GUI ซึ่งเป็นโปรแกรมติดตั้ง CentOS โดยหน้าจอแรกจะเป็นหน้าจอ Welcome Screen ให้คลิกที่ปุ่ม Next เพื่อไปสู่ขั้นตอนการติดตั้งหน้าจอการติดตั้งถัดไป
- ขั้นตอนที่ 4 เป็นการเลือกภาษาในการติดตั้ง ให้เลือกใช้ภาษาอังกฤษสำหรับการติดตั้ง (เนื่องจากไม่มีชุดติดตั้งภาษาไทย)
- ขั้นตอนที่ 5 เป็นการกำหนดค่าของ Keyboard Layout ให้เลือกเป็น U.S.English
- เมื่อเราคลิกตอบตกลงเลือกภาษาที่ต้องการแล้ว ชุดติดตั้งจะขึ้นข้อความเกี่ยวกับการแบ่ง Partition Hard disk ในที่นี้ให้ตอบ No เนื่องจากเราจะไม่ให้ชุดติดตั้งทำการแบ่ง Partition และลบข้อมูลต่าง ๆ ในฮาร์ดดิสก์ (Hard disk) เราอัตโนมัติ
- ขั้นตอนที่ 6 เมื่อชุดติดตั้งเข้าสู่หน้าจอแสดง Partition ที่มีอยู่ในระบบซึ่งได้ทดสอบการติดตั้งระบบลงบน Vmware โดยได้จำลอง Hard disk เพื่อใช้ในการติดตั้ง CentOS ไว้ 20 GB ดังนั้นจึงให้ชุดติดตั้งทำการแบ่ง Partition ต่าง ๆ ให้โดยอัตโนมัติ
- เมื่อคลิกปุ่ม Next เพื่อดำเนินการต่อระบบจะถามว่าคุณต้องการให้ระบบแบ่ง Partition และลบข้อมูลใน Hard disk ทั้งหมดหรือไม่ในขั้นนี้ถ้าตอบ Yes ระบบจะทำการลบและแบ่งพื้นที่ ในฮาร์ดดิสก์ (Hard disk) อัตโนมัติ
- ขั้นตอนที่ 7 จะเป็นส่วนของการตั้งค่าเน็ตเวิร์คเพื่อใช้งานร่วมกับเครือข่าย ให้ใช้ DHCP ในองค์กรเพื่อใช้งานในการเชื่อมต่อเครือข่าย ดังนั้นจึ้งเลือกปุ่ม Next เพื่อเข้าสู้หน้าจอการติดตั้งถัดไป
- ขั้นตอนที่ 8 จะเป็นส่วนของการกำหนดตั้งค่าของโซนเวลา (Time Zone) ให้เลือก Asia/Bangkok
- ขั้นตอนที่ 9 เป็นการตั้งค่า Password สำหรับ root (ผู้ดูแลระบบ)
ภาพประกอบที่ ข-9 กำหนด Password Root
- ขั้นตอนที่ 10 ระบบติดตั้งเข้าสู่หน้าจอบริหารจัดการ Package ในการติดตั้งสำหรับในขั้นตอนนี้ให้เลือก Customize Now เพื่อเลือก Group Package ต่าง ๆ ให้เหมาะสม
- ขั้นตอนที่ 11 หลังจากเลือก Customize Now แล้วจะเข้าสู่หน้าจอของ Package Group ต่างๆ โดยในที่นี้เราจะเลือก Package ที่เกี่ยวข้องกับ Server และ Package ที่เกี่ยวข้องกับ GUI บางส่วนเพื่อให้สามารถใช้งาน Xwindows ได้ (หมายเหตุ แต่สำหรับ Admin ที่ไม่ต้องการระบบ GUI ก็สามารถเลือกออกได้จากขั้นตอนนี้)
- ส่วนของ Package ด้าน Server ในตัวอย่างทำการติดตั้งสำหรับ Database Server, Print Server และ Web Server
- ขั้นตอนที่ 12 เมื่อทำการเลือก Package ต่างๆ ให้เหมาะสมกับการใช้งานของเราแล้ว ชุดการติดตั้งก็จะทำการเช็คความเข้ากันได้ของ Package ต่างๆ เพื่อจะได้ไม่เกิดปัญหาขณะติดตั้ง
- ขั้นตอนที่ 13 คลิกที่ปุ่ม Next เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการติดตั้ง
- ขั้นตอนที่ 14 ชุดติดตั้งจะเริ่มต้นการ Format hard drive
- ขั้นตอนที่ 15 ชุดติดตั้งจะเริ่มการติดตั้ง CentOS 5.2 ไปยัง Hard drive
- ขั้นตอนที่ 16 เมื่อชุดติดตั้งทำการติดตั้งระบบเสร็จสมบูรณ์แล้ว ระบบจะให้ทำการ Reboot เพื่อนำแผ่นติดตั้งที่เป็น DVD หรือ CD ออก
- ในขณะที่บูตระบบสามารถกดปุ่ม Esc เพื่อดู Service ต่าง ๆ ของ CentOS ว่าสามารถทำงานได้อย่างปกติหรือไม่
- เมื่อบูตระบบขึ้นมาแล้วจะเข้าสู่หน้าจอต้อนรับของ CentOS 5.5 ให้คลิกที่ปุ่ม Forward เพื่อตั้งค่าต่างๆ ต่อไป และจะมีการตั้งค่า Firewall ในที่นี้เลือก Disabled เพื่อปิด Firewall
- ต่อไปเป็นการตั้งค่า SELinux ในที่นี้เลือก Disabled เพื่อปิด SELinux แล้วคลิก
- ต่อไปเป็นการตั้งค่า Kdump ให้คลิก
- ต่อไปเป็นการตั้งค่า วันที่ และเวลา หลังจากที่ตั้งเสร็จคลิก
- ต่อไปเป็นการสร้าง User เพื่อใช้งานในระบบ
- ต่อไปเป็นการกำหนดค่า Sound Card ของระบบ ให้คลิก
- ต่อไปเป็นการกำหนดค่า Additional CDs เพื่อใช้ในการ Update Package ต่าง ๆ ของ CentOS ให้คลิก
- หลังจากกำหนดค่าต่างๆ เสร็จแล้วก็จะมาถึงหน้าจอ Login ระบบ
- หลังจากที่ทำการ Login เข้าสู่ระบบแล้ว ก็จะเข้าสู้หน้าจอ CentOS ในโหมดของXwindows เป็นครั้งแรก
วันพฤหัสบดีที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
เตือนภัย!!! อาคารพละ มมส.
ช่วงนี้จะติดต่อผมไม่ได้สักพักนะครับ.... เพราะโทรศัพท์ผมหาย.... เอิ๊กๆๆๆ เซงเลย
เตือนภัยรายวัน !!!! ...เพื่อนๆคนไหนไปวิ่งรอบอาคารพละมหาวิทยาลัยมหาสารคามระวัง!!! นะครับ อย่าเอาของมีค่าไว้ใต้เบาะรถ(ทุกรุ่น) ... เพราะมันเอาโทรศัพท์ BlackBerry ผมไปคร๊าบบบบบ.... เอิ๊กๆๆๆ T_T!!
เตือนภัยรายวัน !!!! ...เพื่อนๆคนไหนไปวิ่งรอบอาคารพละมหาวิทยาลัยมหาสารคามระวัง!!! นะครับ อย่าเอาของมีค่าไว้ใต้เบาะรถ(ทุกรุ่น) ... เพราะมันเอาโทรศัพท์ BlackBerry ผมไปคร๊าบบบบบ.... เอิ๊กๆๆๆ T_T!!
วันอังคารที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2553
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)